บทสรุป เหตุอุทธรณ์
2026-08-14 15:21
จำนวนครั้งที่อ่าน 4
บทสรุปเหตุอุทธรณ์
บทสรุปเหตุแห่งการอุทธรณ์
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายตามเหตุแห่งการอุทธรณ์ทั้งหมดประกอบกัน ผู้อุทธรณ์เห็นว่า การกำหนดความรับผิดในคดีนี้ไม่อาจเริ่มต้นและสิ้นสุดเพียงการนำจำนวนค่าตอบแทนตามสัญญามาคำนวณกับระยะเวลาที่ค้างชำระ หากแต่จำเป็นต้องวินิจฉัยองค์ประกอบอันเป็นฐานแห่งความรับผิดตามลำดับเสียก่อน เพราะผลแห่งการวินิจฉัยแต่ละประเด็นย่อมมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน และอาจมีผลโดยตรงต่อฐานแห่งความผูกพัน จำนวนหนี้ เงินประกัน ตลอดจนดอกเบี้ยและภาระทางการเงินที่ผู้อุทธรณ์จะต้องรับผิด
ประการแรก
ต้องวินิจฉัยลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏในสำนวน ทั้งเนื้อหาของสัญญาฉบับก่อนหน้าและสัญญาพิพาท สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา ลักษณะของกิจการ การกำกับดูแล ตลอดจนการปฏิบัติจริงของคู่กรณีตลอดระยะเวลาที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน มิใช่พิจารณาจากชื่อของ “สัญญาเช่า” เพียงอย่างเดียว
ข้อเท็จจริงที่คู่กรณีมีนิติสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตั้งแต่ พ.ศ. 2554 และในสัญญาฉบับก่อนมีการใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับการ “มอบสิทธิ” ให้ผู้อุทธรณ์ดำเนินกิจการ ขณะที่ภารกิจที่ผู้อุทธรณ์ปฏิบัติภายหลังการจัดทำสัญญาเลขที่ 12/2563 ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดระบบรถรับจ้างสาธารณะ การจัดระเบียบผู้ให้บริการ และการดำเนินกิจการภายในสถานีขนส่ง จึงเป็นข้อเท็จจริงที่สมควรนำมาพิจารณาประกอบกันเพื่อกำหนดลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ตามสัญญาพิพาท
ประการที่สอง
หากจากลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ปรากฏว่า สัญญาพิพาทมิได้มีสาระเพียงการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินเพื่อจัดหาประโยชน์ แต่ยังมีองค์ประกอบของการให้เอกชนเข้าดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่หรือบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดรวมอยู่ด้วย ย่อมต้องตรวจสอบต่อไปว่า ผู้ถูกอุทธรณ์มีฐานอำนาจตามกฎหมายในการเลือกใช้วิธีดำเนินภารกิจดังกล่าวเพียงใด ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ความเห็นชอบ หรือขั้นตอนตามกฎหมายใด และได้ดำเนินการตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะทำสัญญาครบถ้วนหรือไม่
การมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการสถานีขนส่งในหลักการ มิได้ทำให้การเลือกใช้วิธีดำเนินภารกิจทุกวิธีชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ หากกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขสำหรับการให้เอกชนเข้าดำเนินกิจการดังกล่าว ก็จำเป็นต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนั้นให้ครบถ้วนก่อนกำหนดผลแห่งสัญญาและความรับผิดของคู่สัญญา
ในทำนองเดียวกัน สถานะทางกฎหมายของพื้นที่หรือทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งสัญญา ตลอดจนขอบเขตสิทธิของผู้ถูกอุทธรณ์ในการนำพื้นที่หรือทรัพย์สินดังกล่าวออกให้เอกชนใช้หรือจัดหาประโยชน์ ย่อมเป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ต้องได้รับการตรวจสอบประกอบกันด้วย
ประการที่สาม
หากศาลเห็นว่าสัญญาพิพาทยังคงมีผลผูกพันผู้อุทธรณ์ การกำหนดขอบเขตและจำนวนความรับผิดยังจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ตลอดจนกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงและการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกอุทธรณ์ในการบริหารสัญญาให้ครบถ้วน
ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลต่อจำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวรถ การใช้บริการ และรายได้จากกิจการอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จริงลดลงจากประมาณการเดิมอย่างมาก อีกทั้งผู้ถูกอุทธรณ์เองเคยรับทราบถึงผลกระทบดังกล่าวและเคยมีมาตรการให้ความช่วยเหลือลดค่าเช่าแก่ผู้อุทธรณ์ในช่วงก่อนหน้า
ต่อมา ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือลงวันที่ 24 กันยายน 2564 แจ้งผลกระทบและขอให้ผู้ถูกอุทธรณ์พิจารณาทบทวนหรือให้ความช่วยเหลือ แต่ยังคงดำเนินกิจการต่อไปจนถึงวันที่ผู้ถูกอุทธรณ์บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565
ดังนั้น จึงสมควรตรวจสอบว่า ภายหลังได้รับทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวรถ รายได้ สภาพกิจการจริง และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอหรือไม่ ได้ตรวจสอบกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรการที่อาจใช้บังคับหรือเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจในการช่วยเหลือหรือปรับภาระหรือไม่ และการกำหนดให้ผู้อุทธรณ์รับภาระตามสัญญาได้คำนึงถึงความเหมาะสม ความจำเป็น และความได้สัดส่วนบนฐานข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนเพียงใด
ประการที่สี่
การที่ผู้อุทธรณ์ยังคงดำเนินกิจการต่อไปในช่วงที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มิอาจนำไปสู่ข้อสรุปโดยลำพังว่า กิจการยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจปกติหรือผู้อุทธรณ์ยังมีความสามารถรับภาระค่าตอบแทนในระดับเดิม
การดำเนินกิจการต่อดังกล่าวต้องพิจารณาประกอบกับพันธะและข้อจำกัดตามสัญญา ลักษณะของกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนภายในสถานีขนส่ง และผลที่อาจเกิดขึ้นหากผู้อุทธรณ์หยุดดำเนินกิจการโดยฝ่ายเดียว
ผู้อุทธรณ์มิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อขอให้พ้นจากความรับผิดทั้งหมด หากแต่ขอให้การดำเนินกิจการต่อภายใต้สภาพรายได้ที่ลดลงและภายใต้พันธะตามสัญญา ได้รับการชั่งน้ำหนักร่วมกับข้อเท็จจริงอื่นในการกำหนดขอบเขตและจำนวนความรับผิด มิใช่นำข้อเท็จจริงที่กิจการยังดำเนินอยู่มาใช้เฉพาะในทางที่เพิ่มภาระแก่ผู้อุทธรณ์
ประการที่ห้า
ผู้อุทธรณ์ตระหนักว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้พิจารณาสถานการณ์ COVID-19 และการลดลงของจำนวนผู้โดยสารในบางส่วนแล้ว โดยได้นำพฤติการณ์ดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับตามสัญญาลงกึ่งหนึ่งตามมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เหตุอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์จึงมิได้ตั้งอยู่บนข้อกล่าวอ้างว่า ศาลชั้นต้นมิได้พิจารณา COVID-19 เลย หากแต่เห็นว่า การนำ COVID-19 มาประกอบการลดเบี้ยปรับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยังมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกอุทธรณ์ พันธะและข้อจำกัดในการหยุดดำเนินกิจการ การรักษาความต่อเนื่องของบริการแก่ประชาชน การแจ้งขอความช่วยเหลือ และการดำเนินกิจการต่อจนถึงวันที่บอกเลิกสัญญา ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาและชั่งน้ำหนักเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับฐานและขอบเขตความรับผิดด้วย
ประการที่หก
เมื่อได้วินิจฉัยลักษณะของนิติสัมพันธ์ ฐานอำนาจและความชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนผลกระทบจาก COVID-19 และการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว จึงสามารถกำหนดได้ว่า ค่าตอบแทนหรือหนี้ที่ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดตามกฎหมายสำหรับช่วงเวลาพิพาทมีฐานและเป็นจำนวนเท่าใด
การกำหนดจำนวนหนี้จึงควรเป็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากการวินิจฉัยประเด็นอันเป็นฐานแห่งความรับผิดดังกล่าว มิใช่เริ่มต้นจากยอดค่าตอบแทนเต็มจำนวนตามสัญญาแล้วจึงพิจารณาเหตุอื่นภายหลัง
ประการที่เจ็ด
เมื่อได้ยอดหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินประกันจำนวน 271,620 บาท ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกอุทธรณ์และผู้อุทธรณ์ได้แสดงเจตนาให้นำมาหักชำระหนี้ก่อนการบอกเลิกสัญญา จะต้องถือว่าถูกนำมาหักชำระหนี้ตั้งแต่เมื่อใด
การกำหนดวันหักเงินประกันมีผลโดยตรงต่อจำนวนเงินต้นคงเหลือและภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นภายหลังวันดังกล่าว จึงต้องกำหนดวันและวิธีการหักให้ชัดเจนตามข้อสัญญา ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่ใช้บังคับ เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดความรับผิดได้อย่างถูกต้องและมิให้เกิดการคำนวณภาระจากเงินต้นที่ควรถูกหักไปแล้ว
ประการที่แปด
เมื่อกำหนดยอดเงินต้นที่ชอบด้วยกฎหมายและผลของการหักเงินประกันแล้ว จึงตรวจสอบและคำนวณดอกเบี้ยและภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องจากยอดเงินต้นที่ถูกต้อง
การคำนวณดังกล่าวต้องพิจารณาฐานแห่งสิทธิ วันเริ่มคิด ช่วงเวลาที่คิด อัตราที่กฎหมายหรือข้อสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายกำหนด และยอดเงินต้นที่เป็นฐานของการคำนวณในแต่ละช่วงเวลา โดยผลของการหักเงินประกันและผลแห่งเหตุอุทธรณ์ก่อนหน้าต้องสะท้อนอยู่ในฐานเงินต้นที่นำมาคำนวณด้วย
ในส่วนที่กฎหมายหรือข้อสัญญาเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจในการลด งด หรือกำหนดภาระ ผู้อุทธรณ์ขอให้พิจารณาพฤติการณ์เฉพาะแห่งคดีประกอบด้วย ทั้งผลกระทบจาก COVID-19 การแจ้งขอความช่วยเหลือ ความสุจริตในการปฏิบัติตามสัญญา การดำเนินกิจการต่อเนื่อง และระยะเวลาในการพิจารณาของผู้ถูกอุทธรณ์
จากลำดับการวินิจฉัยดังกล่าว เห็นได้ว่าเหตุแห่งการอุทธรณ์แต่ละข้อมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน กล่าวคือ
ลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ → ฐานอำนาจและความชอบด้วยกฎหมาย → ผลกระทบจาก COVID-19 การรวบรวมข้อเท็จจริงและการใช้ดุลพินิจ รวมถึงความต่อเนื่องของบริการแก่ประชาชน → ฐานและจำนวนหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย → การกำหนดวันและการหักเงินประกัน → การคำนวณดอกเบี้ยและภาระทางการเงินจากยอดเงินต้นที่ถูกต้อง → จำนวนความรับผิดสุทธิของผู้อุทธรณ์
ด้วยเหตุนี้ ผู้อุทธรณ์จึงเห็นว่า คำพิพากษาศาลปกครองอุบลราชธานีในส่วนที่กำหนดให้ผู้อุทธรณ์รับผิดชำระเงินจำนวน 821,596.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยและภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่อง ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันมีสาระสำคัญต่อฐาน ขอบเขต และจำนวนความรับผิด ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณา วินิจฉัย และชั่งน้ำหนักให้ครบถ้วนก่อนกำหนดผลแห่งความรับผิดของผู้อุทธรณ์
ผู้อุทธรณ์มิได้ขอให้ศาลถือว่าความบกพร่องหรือพฤติการณ์ประการใดประการหนึ่งทำให้ผู้อุทธรณ์พ้นจากความรับผิดทั้งหมดโดยอัตโนมัติ หากแต่ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายทั้งหมดตามลำดับแห่งเหตุผลดังกล่าว แล้วกำหนดผลทางกฎหมาย ฐาน ขอบเขต และจำนวนความรับผิดของผู้อุทธรณ์ตามที่ข้อเท็จจริงและกฎหมายรองรับ
ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ได้กราบเรียนมา ผู้อุทธรณ์จึงขอศาลปกครองสูงสุดโปรดพิจารณาอุทธรณ์ และมีคำพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลปกครองอุบลราชธานีตามคำขอท้ายอุทธรณ์ดังกล่าว
การเตรียมพร้อม สร้างความเข้าใจ โดยการวิเคราะห์ตามตัวอย่าง ถือเป็นยุทธวิธีที่ สร้างความชำนาญในการวิเคราะห์ นำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีประสิทะิภาพ
Home
About
Services
Articles
Contact
Follow Us