คำอุทธรณ์ ส่วนที่ 4
2026-08-14 15:18
จำนวนครั้งที่อ่าน 3
คำอุทธรณ์ ส่วนที่ 4
เหตุอุทธรณ์ที่ 4
การหักเงินประกันจำนวน 271,620 บาทและการกำหนดฐานคำนวณหนี้ยังไม่ครบถ้วน เนื่องจากต้องกำหนดวันหักเงินประกันก่อนจึงจะสามารถกำหนดเงินต้น ดอกเบี้ยผิดนัด และภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องได้ถูกต้อง
ผู้อุทธรณ์เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยให้นำเงินประกันตามสัญญาจำนวน 271,620 บาทมาหักชำระหนี้ แต่คำพิพากษายังมิได้กำหนดให้ชัดเจนว่า เงินประกันดังกล่าวต้องถือว่าถูกนำมาหักชำระหนี้ตั้งแต่วันใด และยังมิได้แสดงวิธีคำนวณยอดเงินต้นก่อนและหลังการหักเงินประกันให้สามารถตรวจสอบได้
ประเด็นเรื่องวันหักเงินประกันมีผลโดยตรงต่อยอดหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 821,596.62 บาท ตลอดจนการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดภายหลังวันฟ้องแย้งตามอัตราที่คำพิพากษากำหนด เพราะเมื่อวันหักแตกต่างกัน ยอดเงินต้นคงเหลือและช่วงเวลาที่ใช้เป็นฐานคำนวณดอกเบี้ยย่อมแตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้น ก่อนจะกำหนดยอดสุทธิที่ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิด จึงจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ได้เสียก่อนว่าเงินประกันจำนวนดังกล่าวควรถูกนำมาหักตั้งแต่เมื่อใดและจากยอดหนี้จำนวนใด
4.1 เงินประกันอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกอุทธรณ์อยู่ก่อนแล้ว
เงินประกันจำนวน 271,620 บาทมิใช่เงินที่ผู้อุทธรณ์จะต้องนำมาชำระแก่ผู้ถูกอุทธรณ์ภายหลังเกิดข้อพิพาท หากแต่เป็นเงินของผู้อุทธรณ์ที่ได้ส่งมอบไว้ตามสัญญาและอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกอุทธรณ์อยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเกิดหนี้ค่าตอบแทนที่ผู้ถูกอุทธรณ์อ้างว่าผู้อุทธรณ์ค้างชำระ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ภายใต้ข้อกำหนดของสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกอุทธรณ์มีสิทธิและสมควรนำเงินประกันดังกล่าวมาหักชำระหนี้ได้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะหากมีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระและมีเงินประกันอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกอุทธรณ์แล้ว แต่ยังคงคำนวณดอกเบี้ยหรือภาระทางการเงินจากยอดหนี้เต็มจำนวนต่อไป ผลทางการเงินภายหลังวันที่ควรนำเงินประกันมาหักย่อมต้องได้รับการตรวจสอบ
4.2 ผู้อุทธรณ์ได้แสดงเจตนาให้นำเงินประกันมาหักก่อนการบอกเลิกสัญญา
ข้อเท็จจริงตามเอกสารที่ผู้อุทธรณ์อ้างในสำนวนปรากฏว่า ก่อนที่ผู้ถูกอุทธรณ์จะบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565 ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 แสดงเจตนาให้เลิกสัญญาและให้นำเงินประกันมาหักชำระหนี้แล้ว (ปรากฏตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย่อหน้าที่กล่าวถึงหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกสัญญาเช่าและให้นำหลักประกันสัญญามาหักจากยอดหนี้ที่ค้างชำระ)
เมื่อผู้อุทธรณ์ได้แสดงเจตนาเช่นนั้นแล้ว ประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาต่อไปจึงมิใช่เพียงว่ามีเงินประกันอยู่หรือไม่ แต่รวมถึงว่าภายใต้ข้อสัญญาและกฎหมาย ผู้ถูกอุทธรณ์สามารถและสมควรนำเงินประกันดังกล่าวมาหักชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันใด หากวันดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันบอกเลิกสัญญาหรือก่อนวันพิพากษา ฐานเงินต้นสำหรับคำนวณภาระภายหลังวันนั้นย่อมต้องลดลงตามผลของการหักเงินประกัน
4.3 การวินิจฉัยเพียงว่า “ให้นำเงินประกันมาหัก” โดยไม่กำหนดวันหัก ยังไม่ทำให้ยอดหนี้สามารถตรวจสอบได้
การคำนวณยอดหนี้ในคดีนี้ประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ได้แก่ ค่าตอบแทนที่ถึงกำหนดในแต่ละงวด เงินประกันจำนวน 271,620 บาท ดอกเบี้ยผิดนัด เบี้ยปรับตามสัญญา และภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนช่วงเวลาที่แต่ละรายการเริ่มต้นและสิ้นสุด การไม่กำหนดวันที่นำเงินประกันมาหักจึงทำให้ไม่อาจทราบได้แน่นอนว่า ในแต่ละช่วงเวลาควรนำยอดเงินต้นจำนวนใดมาเป็นฐานคำนวณดอกเบี้ยและภาระทางการเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นำเงินประกันมาหักชำระหนี้จะเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ แต่หากยังมิได้กำหนดวันหักและมิได้แสดงบัญชีคำนวณภายหลังการหัก ก็ยังไม่อาจตรวจสอบได้ว่ายอดหนี้ตามคำพิพากษาได้สะท้อนผลของเงินประกันอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่
4.4 การกำหนดยอดความรับผิดต้องเรียงลำดับการคำนวณใหม่ให้ตรวจสอบได้
เพื่อให้การกำหนดยอดความรับผิดเป็นไปอย่างถูกต้องและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ผู้อุทธรณ์เห็นว่าควรเรียงลำดับการวินิจฉัยและการคำนวณดังต่อไปนี้
ประการแรก
ตรวจสอบยอดค่าตอบแทนที่ถึงกำหนดชำระในแต่ละงวดและช่วงเวลาที่ผู้อุทธรณ์ยังมีหน้าที่ต้องชำระภายหลังการวินิจฉัยเหตุอุทธรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องแล้ว
ประการที่สอง
กำหนดวันที่เงินประกันจำนวน 271,620 บาทต้องถือว่าถูกนำมาหักชำระหนี้ โดยพิจารณาจากหนังสือแสดงเจตนาของผู้อุทธรณ์ ข้อกำหนดในสัญญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประการที่สาม
นำเงินประกันไปหักจากหนี้ตามลำดับการชำระหนี้ที่ชอบด้วยสัญญาและกฎหมาย
ประการที่สี่
กำหนดยอดเงินต้นคงเหลือภายหลังการหักเงินประกัน
ประการที่ห้า
คำนวณดอกเบี้ยผิดนัดและภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องจากยอดเงินต้นคงเหลือ ตามฐานกฎหมายและช่วงเวลาที่ศาลเห็นว่าชอบ
ป
ระการสุดท้าย
แสดงยอดสุทธิที่ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดให้ชัดเจนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
4.5 ยอดหนี้ที่จะนำเงินประกันไปหักต้องเป็นยอดที่ได้วินิจฉัยผลของเหตุอุทธรณ์ก่อนหน้าแล้ว
เหตุอุทธรณ์ข้อนี้เป็นปลายทางของการคำนวณยอดความรับผิด จึงไม่อาจแยกพิจารณาโดยเริ่มจากยอดค่าตอบแทนเต็มจำนวนตามสัญญาแล้วนำเงินประกันไปหักทันที หากแต่ต้องพิจารณาผลของเหตุอุทธรณ์ก่อนหน้าซึ่งอาจมีผลต่อฐานและจำนวนหนี้เสียก่อน
โดยเฉพาะ หากศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 มีเหตุให้ปรับลดค่าตอบแทนหรือความรับผิดสำหรับบางช่วงเวลา ยอดเงินต้นที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมต้องได้รับการปรับลดก่อน แล้วจึงนำเงินประกันจำนวน 271,620 บาทไปหักจากยอดดังกล่าว
ลำดับการวินิจฉัยจึงควรเป็น ความชอบด้วยกฎหมายและผลผูกพันของสัญญา 1. ผลของสถานการณ์ COVID-19 ต่อจำนวนความรับผิด 2. ยอดเงินต้นที่ชอบด้วยกฎหมาย 3. การกำหนดวันและการหักเงินประกัน 4. การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดและภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่อง 5. ยอดสุทธิที่ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิด
4.6 ผลที่ขอให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย
จากเหตุผลดังกล่าว ผู้อุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาวินิจฉัยประเด็นสำคัญสามชั้น กล่าวคือ
หนึ่ง
วันใดเป็นวันที่เงินประกันจำนวน 271,620 บาทควรถูกนำมาหักชำระหนี้
สอง
เมื่อหักเงินประกันจากยอดเงินต้นที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เงินต้นคงเหลือเป็นจำนวนเท่าใด และ
สาม
ดอกเบี้ยผิดนัด ภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่อง และยอดสุทธิที่ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดภายหลังวันหักควรเป็นจำนวนเท่าใด
ในการวินิจฉัยดังกล่าว ขอให้ศาลพิจารณาประกอบกันทั้งวันที่ผู้อุทธรณ์แสดงเจตนาให้นำเงินประกันมาหัก วันที่ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รับหนังสือ ข้อกำหนดของสัญญา กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลแห่งเหตุอุทธรณ์ก่อนหน้าที่มีต่อจำนวนเงินต้น เพื่อให้การกำหนดยอดหนี้ ดอกเบี้ยผิดนัด และภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องเป็นไปจากฐานหนี้ที่ถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้ ยอดเงินจำนวน 821,596.62 บาทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงสมควรได้รับการตรวจสอบและคำนวณใหม่ภายหลังจากได้กำหนดยอดเงินต้นที่ชอบด้วยกฎหมายและวันหักเงินประกันอย่างชัดเจนแล้ว เพื่อให้ยอดสุทธิที่ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดสามารถตรวจสอบได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
การเตรียมพร้อม สร้างความเข้าใจ โดยการวิเคราะห์ตามตัวอย่าง ถือเป็นยุทธวิธีที่ สร้างความชำนาญในการวิเคราะห์ นำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีประสิทะิภาพ
Home
About
Services
Articles
Contact
Follow Us