คำอุทธรณ์ ส่วนที่ 3
2026-08-14 13:28
จำนวนครั้งที่อ่าน 2
คำอุทธรณ์ ส่วนที่ 3.
เหตุอุทธรณ์ที่ 3
การรวบรวมข้อเท็จจริงและการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกอุทธรณ์ต่อผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ตลอดจนการชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงเพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดยังไม่ครบถ้วน
ผู้อุทธรณ์ขอเรียนต่อศาลปกครองสูงสุดว่า ข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีนี้ คือ ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติตามสัญญา และส่งผลโดยตรงต่อจำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวรถ ปริมาณการใช้บริการ รายได้จากการดำเนินกิจการ และความสามารถของผู้อุทธรณ์ในการรับภาระค่าตอบแทนตามสัญญาอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้อุทธรณ์ตระหนักว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาสถานการณ์ COVID-19 และการลดลงของจำนวนผู้โดยสารในบางส่วนแล้ว โดยได้นำพฤติการณ์ดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับตามสัญญาลงกึ่งหนึ่งตามมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เหตุอุทธรณ์ข้อนี้จึง มิได้กล่าวว่าศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาผลกระทบจาก COVID-19 เลย หากแต่ผู้อุทธรณ์เห็นว่า การนำสถานการณ์ดังกล่าวมาพิจารณาเฉพาะในส่วนของการลดเบี้ยปรับ ยังมิได้ตอบประเด็นทั้งหมดว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง การแจ้งขอความช่วยเหลือของผู้อุทธรณ์ การรวบรวมข้อเท็จจริงและการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกอุทธรณ์ ตลอดจนการที่ผู้อุทธรณ์ยังคงดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนต่อเนื่องจนถึงวันบอกเลิกสัญญา มีผลต่อ ฐาน ขอบเขต และจำนวนความรับผิด ของผู้อุทธรณ์เพียงใด
ประเด็นแห่งอุทธรณ์จึงมิใช่เพียงว่า ผู้อุทธรณ์ลงนามในสัญญาและมีหน้าที่ชำระค่าตอบแทนตามสัญญาหรือไม่ แต่รวมถึงว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ภายนอกที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพการดำเนินกิจการ ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่จำเป็น พิจารณากฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการ หรือมาตรการที่เกี่ยวข้อง และใช้ดุลพินิจในการบริหารสัญญาบนฐานข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เหมาะสม และได้สัดส่วนแล้วหรือไม่ ก่อนกำหนดภาระและความรับผิดของผู้อุทธรณ์
3.1 สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลโดยตรงต่อสภาพการดำเนินกิจการ
สัญญาพิพาทมีผลใช้บังคับในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีมาตรการของรัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลต่อการเดินทาง การใช้บริการขนส่งสาธารณะ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน
กิจการของผู้อุทธรณ์มีรายได้สัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวรถ และจำนวนรถรับจ้างสาธารณะที่เข้ามาใช้หรือให้บริการภายในสถานีขนส่ง เมื่อการเดินทางและการใช้บริการลดลง รายได้จากกิจการย่อมลดลงตามไปด้วย
ข้อเท็จจริงในสำนวนแสดงว่า ประมาณการรายได้จากกิจการอยู่ในระดับประมาณ 3,000,000 บาท ขณะที่รายได้จริงในช่วงที่ได้รับผลกระทบอยู่ในระดับประมาณ 1,400,000 บาท และในช่วง พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2565 รายได้จริงต่ำกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้อุทธรณ์มิได้ยกตัวเลขดังกล่าวขึ้นเพื่อขอให้ลดค่าตอบแทนตามสัดส่วนรายได้ที่ลดลงโดยอัตโนมัติ หากแต่เพื่อแสดงถึง ระดับและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาการบริหารสัญญาและการกำหนดขอบเขตความรับผิด
3.2 ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รับทราบผลกระทบและเคยใช้มาตรการช่วยเหลือแล้ว
ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2563 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2564 คณะกรรมการจัดหาประโยชน์ในทรัพย์สินฯ ได้มีมติให้ความช่วยเหลือลดค่าเช่าแก่ผู้อุทธรณ์รวม 4 ครั้ง
ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า ผลกระทบจาก COVID-19 มิใช่ข้อกล่าวอ้างที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นภายหลังเกิดข้อพิพาทเท่านั้น หากแต่ผู้ถูกอุทธรณ์เองได้รับทราบถึงผลกระทบและเคยใช้มาตรการช่วยเหลือเกี่ยวกับภาระตามสัญญามาแล้ว
เมื่อผลกระทบยังคงดำเนินต่อมาและสภาพกิจการยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การพิจารณาภาระตามสัญญาในช่วงเวลาต่อมาย่อมสมควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพกิจการที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้นด้วย
3.3 ผู้อุทธรณ์ได้แจ้งผลกระทบและขอให้พิจารณาก่อนการบอกเลิกสัญญา
เมื่อผลกระทบจาก COVID-19 ยังคงดำเนินต่อไป ผู้อุทธรณ์มิได้นิ่งเฉยหรือหลีกเลี่ยงหน้าที่ตามสัญญา แต่ได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกอุทธรณ์พิจารณาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ หนังสือลงวันที่ 6 สิงหาคม 2564 วันที่ 31 สิงหาคม 2564 วันที่ 24 กันยายน 2564 และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 ก่อนที่ผู้ถูกอุทธรณ์จะบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565
สาระสำคัญของหนังสือดังกล่าว คือ การแจ้งว่ากิจการได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจาก COVID-19 และขอให้ผู้ถูกอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการบริหารสัญญาและการกำหนดภาระที่เกี่ยวข้อง
ผู้ถูกอุทธรณ์จึงได้รับทราบปัญหาในขณะที่สัญญายังมีผลใช้บังคับ และอยู่ในฐานะที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เรียกข้อมูลเพิ่มเติม ตรวจสอบกฎหมายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาทางเลือกในการบริหารสัญญาให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นได้
ช่วงเวลาตั้งแต่ผู้อุทธรณ์แจ้งขอความช่วยเหลือจนถึงวันที่ 18 เมษายน 2565 จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมควรตรวจสอบว่า ผู้ถูกอุทธรณ์ได้ดำเนินการและใช้ดุลพินิจอย่างไรต่อข้อเท็จจริงและคำขอดังกล่าว
3.4 การใช้ดุลพินิจต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่จำเป็นและเกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ
เมื่อผู้ถูกอุทธรณ์ได้รับแจ้งว่ากิจการตามสัญญาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ภายนอก ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสภาพกิจการจริงย่อมเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพิจารณาว่าจะใช้สิทธิหรือมาตรการใดภายใต้สัญญา
ข้อเท็จจริงที่สมควรนำมาพิจารณา ได้แก่ จำนวนผู้โดยสารก่อนและระหว่างช่วง COVID-19 จำนวนเที่ยวรถที่เข้าออกสถานี จำนวนรถรับจ้างสาธารณะที่ให้บริการจริง รายได้จริงเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการเดิม ระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ ค่าใช้จ่ายที่ยังจำเป็นต้องรับภาระ และผลต่อการให้บริการประชาชนหากกิจการต้องหยุดลง
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้จากเอกสารทางราชการ สถิติการเดินรถ ข้อมูลรายได้ เอกสารเกี่ยวกับกิจการ และพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ปรากฏในสำนวน
ผู้อุทธรณ์ได้ยืนยันว่า ภายหลังจากมีการแจ้งผลกระทบจาก COVID-19 ผู้ถูกอุทธรณ์มิได้ตรวจสอบสภาพกิจการจริงในพื้นที่อย่างเพียงพอ จึงมีประเด็นที่สมควรได้รับการวินิจฉัยว่า ก่อนกำหนดให้ผู้อุทธรณ์รับภาระตามจำนวนที่เรียกร้อง ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รวบรวมและพิจารณาข้อเท็จจริงอันจำเป็นอย่างครบถ้วนเพียงพอแล้วหรือไม่
3.5 กฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการ และมาตรการของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการตรวจสอบตามขอบเขตที่ใช้บังคับ
ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 มีมาตรการของรัฐหลายลักษณะเพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ
ผู้อุทธรณ์ตระหนักว่า มาตรการแต่ละประเภทมีฐานกฎหมาย ขอบเขต และเงื่อนไขแตกต่างกัน และมิใช่ทุกมาตรการจะนำมาใช้กับสัญญาพิพาทได้โดยตรง
อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ถูกอุทธรณ์ได้รับคำขอให้พิจารณาช่วยเหลือแล้ว ย่อมสมควรตรวจสอบว่า ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องมีกฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการ หรือมาตรการใดที่ใช้บังคับกับหน่วยงานหรือสัญญาในลักษณะนี้โดยตรง หรือเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจในการผ่อนผัน ลดหย่อน ปรับระยะเวลาชำระ หรือกำหนดมาตรการอื่นได้หรือไม่
สำหรับมาตรการที่มิได้ใช้บังคับกับสัญญาพิพาทโดยตรง ผู้อุทธรณ์มิได้ขอให้นำมาใช้เป็นฐานแห่งสิทธิโดยปราศจากบทกฎหมายรองรับ หากแต่อาจนำมาพิจารณาได้เท่าที่มีความเกี่ยวข้องในฐานะบริบทของมาตรการภาครัฐต่อสถานการณ์ COVID-19
3.6 การดำเนินกิจการต่อจนถึงวันบอกเลิกสัญญาต้องพิจารณาร่วมกับพันธะตามสัญญาและความต่อเนื่องของบริการประชาชน
แม้รายได้ของผู้อุทธรณ์ลดลงอย่างรุนแรง ผู้อุทธรณ์ยังคงดำเนินกิจการต่อเนื่องจนถึงวันที่ผู้ถูกอุทธรณ์บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565
การดำเนินกิจการต่อดังกล่าวมิอาจพิจารณาเสมือนเป็นการเลือกประกอบธุรกิจโดยเสรีของผู้เช่าทั่วไปเพียงอย่างเดียว เนื่องจากผู้อุทธรณ์ยังมีความผูกพันตามสัญญา และการหยุดดำเนินกิจการโดยฝ่ายเดียวอาจก่อให้เกิดผลตามข้อสัญญา รวมทั้งอาจกระทบต่อการให้บริการประชาชนภายในสถานีขนส่ง ทั้งนี้ตามข้อ 21 ของสัญญาเลขที่ 12/2563 และพฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวน
ดังนั้น การที่ผู้อุทธรณ์ยังคงดำเนินกิจการอยู่จึงไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อสรุปโดยลำพังว่า กิจการยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจปกติ หรือผู้อุทธรณ์ยังมีรายได้และความสามารถรับภาระค่าตอบแทนในระดับเดิม
ข้อเท็จจริงดังกล่าวต้องได้รับการชั่งน้ำหนักร่วมกับรายได้จริง จำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวรถ พันธะและข้อจำกัดตามสัญญา การแจ้งขอความช่วยเหลือ ตลอดจนประโยชน์ที่เกิดจากการรักษาความต่อเนื่องของบริการแก่ประชาชน
3.7 การพิจารณา COVID-19 เพื่อลดเบี้ยปรับยังไม่ทำให้ประเด็นผลต่อฐานและขอบเขตความรับผิดยุติลง
การที่ศาลชั้นต้นได้นำสถานการณ์ COVID-19 และการลดลงของจำนวนผู้โดยสารมาประกอบการลดเบี้ยปรับลงกึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีนัยต่อการกำหนดภาระของผู้อุทธรณ์
อย่างไรก็ดี การพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับ เป็นคนละประเด็นกับการตรวจสอบว่า ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและใช้ดุลพินิจต่อคำขอของผู้อุทธรณ์อย่างครบถ้วนหรือไม่ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพันธะในการดำเนินกิจการต่อ การรักษาความต่อเนื่องของบริการประชาชน และสภาพกิจการที่ได้รับผลกระทบ มีผลต่อฐานและขอบเขตความรับผิดเพียงใด
ผู้อุทธรณ์จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ COVID-19 ในมิติดังกล่าวด้วย มิใช่จำกัดผลของข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้เฉพาะการลดเบี้ยปรับตามสัญญาเท่านั้น
3.8 ผู้อุทธรณ์มิได้ขอให้พ้นจากความรับผิดโดยอาศัย COVID-19 หรือความเป็นธรรมโดยลำพัง
ผู้อุทธรณ์มิได้อ้างว่า การเกิด COVID-19 การลดลงของรายได้ หรือการที่ผู้อุทธรณ์ยังคงให้บริการประชาชนต่อเนื่อง ทำให้ผู้อุทธรณ์พ้นจากหน้าที่หรือความรับผิดตามสัญญาทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ผู้อุทธรณ์ขอ คือ ให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รับการพิจารณาและชั่งน้ำหนักร่วมกับข้อสัญญา กฎหมาย มาตรการที่ใช้บังคับ การดำเนินการของผู้ถูกอุทธรณ์ และพยานหลักฐานทั้งหมด ก่อนกำหนดผลทางกฎหมายและจำนวนความรับผิด
หากภายหลังการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลเห็นว่าผู้อุทธรณ์ยังต้องรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วน ผู้อุทธรณ์ย่อมต้องรับผิดตามขอบเขตที่ศาลวินิจฉัยว่าชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น จำนวนความรับผิดจึงมิใช่การลดค่าตอบแทนตามสัดส่วนรายได้ที่ลดลงโดยอัตโนมัติ หากต้องเป็นผลจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
3.9 ประเด็นที่ขอให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้อุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาและวินิจฉัยว่า
ประการแรก
สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลต่อจำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวรถ การใช้บริการ รายได้ และสภาพการดำเนินกิจการของผู้อุทธรณ์ในช่วงพิพาทเพียงใด
ประการที่สอง
ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รับทราบผลกระทบดังกล่าวและเคยใช้มาตรการช่วยเหลือเกี่ยวกับภาระตามสัญญาอย่างไร และเมื่อผู้อุทธรณ์แจ้งขอความช่วยเหลือในช่วงเวลาต่อมา ผู้ถูกอุทธรณ์ได้ดำเนินการต่อคำขอดังกล่าวอย่างไร
ประการที่สาม
ก่อนกำหนดภาระตามสัญญาและบอกเลิกสัญญา ผู้ถูกอุทธรณ์ได้รวบรวมและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่จำเป็นเกี่ยวกับจำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวรถ รายได้ สภาพกิจการ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอย่างเพียงพอหรือไม่
ประการที่สี่
ผู้ถูกอุทธรณ์ได้ตรวจสอบกฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการ หรือมาตรการที่ใช้บังคับกับกรณีของผู้อุทธรณ์
โดยตรง หรือเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจในการผ่อนผัน ลดหย่อน หรือกำหนดภาระในลักษณะอื่นหรือไม่
ประการที่ห้า
การที่ผู้อุทธรณ์ยังคงดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนจนถึงวันที่ 18 เมษายน 2565 ภายใต้สภาพรายได้ที่ลดลง พันธะและข้อจำกัดตามสัญญา และความจำเป็นในการรักษาความต่อเนื่องของบริการประชาชน ควรได้รับการชั่งน้ำหนักต่อฐานและขอบเขตความรับผิดเพียงใด
ประการที่หก
แม้ศาลชั้นต้นจะได้นำ COVID-19 และการลดลงของจำนวนผู้โดยสารมาประกอบการลดเบี้ยปรับแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องได้รับการพิจารณาครบถ้วนในส่วนที่มีผลต่อฐาน ขอบเขต และจำนวนความรับผิดแล้วหรือไม่
ประการที่เจ็ด
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน การใช้ดุลพินิจ และข้อกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดแล้ว จำนวนค่าตอบแทนหรือหนี้ที่ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดโดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับช่วงเวลาพิพาทควรเป็นจำนวนเท่าใด ก่อนนำเงินประกันและภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องมาคำนวณต่อไป
3.10 ผลที่ผู้อุทธรณ์ขอจากเหตุอุทธรณ์ข้อนี้
หากศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การรวบรวมข้อเท็จจริง การพิจารณากฎหมายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้อง หรือการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกอุทธรณ์ต่อผลกระทบจาก COVID-19 ยังมิได้ดำเนินการอย่างครบถ้วน หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่อและการรักษาความต่อเนื่องของบริการประชาชนยังมิได้รับการชั่งน้ำหนักต่อฐานและขอบเขตความรับผิดอย่างเพียงพอ ผู้อุทธรณ์ขอให้ศาลนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนมาพิจารณาประกอบกับข้อสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วกำหนดฐาน ขอบเขต และจำนวนความรับผิดเสียใหม่ตามที่ชอบด้วยกฎหมาย
ในการกำหนดความรับผิดดังกล่าว ขอให้พิจารณาผลกระทบต่อรายได้และสภาพกิจการจริง ระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ การแจ้งขอความช่วยเหลือของผู้อุทธรณ์ การดำเนินการของผู้ถูกอุทธรณ์ภายหลังได้รับแจ้ง พันธะและข้อจำกัดในการหยุดดำเนินกิจการ ตลอดจนการที่ผู้อุทธรณ์ยังคงดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนต่อเนื่องจนถึงวันที่ 18 เมษายน 2565
หากกฎหมาย ข้อสัญญา หรือมาตรการที่ใช้บังคับเปิดช่องให้ลดหย่อน ผ่อนผัน หรืองดหรือลดภาระทางการเงินส่วนใดได้ ก็ขอให้ศาลพิจารณากำหนดผลดังกล่าวตามฐานกฎหมายและพยานหลักฐานที่รับฟังได้
ทั้งนี้ ผู้อุทธรณ์มิได้ขอให้ลดค่าตอบแทนตามสัดส่วนรายได้ที่ลดลงโดยอัตโนมัติ หรือขอให้พ้นจากความรับผิดโดยอาศัยความเป็นธรรมโดยลำพัง หากแต่ขอให้ ฐาน ขอบเขต และจำนวนความรับผิดเป็นผลจากการพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
การเตรียมพร้อม สร้างความเข้าใจ โดยการวิเคราะห์ตามตัวอย่าง ถือเป็นยุทธวิธีที่ สร้างความชำนาญในการวิเคราะห์ นำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีประสิทะิภาพ
Home
About
Services
Articles
Contact
Follow Us