คำอุทธรณ์คดี
2026-08-14 12:24
จำนวนครั้งที่อ่าน 9
คำอุทธรณ์ จำนวน 10 หน้า ...หน้า1-10
คำอุทธรณ์
(ยื่นต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เพื่อเสนอต่อศาลปกครองสูงสุด)
คดีหมายเลขดำที่ 330/2565
คดีหมายเลขแดงที่ 198/2569
ศาลปกครองสูงสุด
วันที่ 18 เดือน. สิงหาคม พ.ศ. 2569
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหการอุบล2011. ผู้อุทธรณ์
องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี. ผู้ถูกอุทธรณ์
บทนำคำอุทธรณ์
ผู้อุทธรณ์ขออุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองอุบลราชธานีต่อศาลปกครองสูงสุด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่า คำพิพากษายังมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญต่อผลแห่งคดีที่สมควรได้รับการพิจารณาและวินิจฉัยให้ครบถ้วน
คดีนี้ศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำพิพากษาโดยสรุปว่า “สัญญาที่พิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆะ และมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้ตามกฎหมาย ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีทุกประเด็นฟังไม่ขึ้น และพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินแก่ผู้ถูกฟ้องคดีตามคำฟ้องแย้ง จำนวน 821,596.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา (ถ้ามี) บวกด้วยอัตราเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 60 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด”
การอุทธรณ์ครั้งนี้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประเด็นแห่งคดีที่ได้มีการกล่าวอ้างและปรากฏในสำนวน(คำฟ้อง ,คำคัดค้านคำให้การ คำแก้ฟ้องแย้ง,คำแถลงก่อนศาลพิพากษาและ ระเบียบ,กฎหมาย) โดยผู้อุทธรณ์ประสงค์จะนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวมาจัดเรียงและเชื่อมโยงกับข้อกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประเด็นอันเป็นสาระสำคัญที่ผู้อุทธรณ์เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย หรือวินิจฉัยยังไม่ครบถ้วน และอาจมีผลต่อฐานและขอบเขตความรับผิดของผู้อุทธรณ์
ในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว ผู้อุทธรณ์เห็นว่า มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีสาระสำคัญต่อการวินิจฉัยคดี โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 49 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการมอบให้เอกชนกระทำกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการมอบให้เอกชนดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่แทน ตลอดจนพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 มาตรา 26 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้และการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และพฤติการณ์แห่งนิติสัมพันธ์ที่ปรากฏในสำนวน เพื่อวินิจฉัยลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ ฐานอำนาจและวิธีการที่ผู้ถูกอุทธรณ์ใช้ในการให้เอกชนเข้าดำเนินกิจการ ตลอดจนสถานะและขอบเขตสิทธิเหนือพื้นที่อันเป็นวัตถุแห่งสัญญา อันอาจมีผลโดยตรงต่อความผูกพันตามสัญญา ตลอดจนฐาน ขอบเขต และจำนวนความรับผิดของผู้อุทธรณ์
ผู้อุทธรณ์เห็นว่า การวินิจฉัยความรับผิดตามสัญญาพิพาทจำเป็นต้องพิจารณานิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ทั้งลักษณะและวัตถุประสงค์ของกิจการ สิทธิและหน้าที่ตามสัญญา การกำกับดูแล และการปฏิบัติต่อกันตลอดระยะเวลาที่มีนิติสัมพันธ์ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ ตลอดจนฐานอำนาจและความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินการที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน
คดีนี้มีข้อเท็จจริงสำคัญว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีมิได้เริ่มต้นจากสัญญาพิพาท พ.ศ. 2563 เพียงฉบับเดียว หากมีการดำเนินกิจการและการปฏิบัติต่อกันต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายปี โดยผู้อุทธรณ์ได้เข้าดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนภายในสถานีขนส่งภายใต้การรับรู้และการกำกับดูแลของผู้ถูกอุทธรณ์ มีการจัดทำสัญญาและให้ดำเนินกิจการต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่สมควรนำมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ตามสัญญาพิพาท
ต่อมา เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งสาธารณะและการเดินทางของประชาชน ผู้อุทธรณ์ยังคงดำเนินการให้บริการอย่างต่อเนื่อง แม้รายได้จากกิจการลดลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลต่อความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนตามสัญญา
ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบดังกล่าวและขอให้ผู้ถูกอุทธรณ์พิจารณาให้ความช่วยเหลือหรือทบทวนภาระตามสัญญา แต่ผู้อุทธรณ์เห็นว่า การพิจารณาของผู้ถูกอุทธรณ์ยังมิได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพกิจการและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงมาพิจารณาอย่างครบถ้วน อันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำหนดขอบเขตและจำนวนความรับผิดตามสัญญา
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมีความสัมพันธ์กับประเด็นที่ผู้อุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณา ทั้งในเรื่องลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ ฐานอำนาจและความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินการของผู้ถูกอุทธรณ์ การพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ตลอดจนการกำหนดจำนวนหนี้ เงินประกัน ดอกเบี้ย และภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ ผู้อุทธรณ์จึงขอเสนอข้อเท็จจริงอันเป็นพื้นฐานแห่งการอุทธรณ์ และเหตุแห่งการอุทธรณ์ตามลำดับต่อไป
เหตุอุทธรณ์ ที่ 1
1.
ข้อเท็จจริงอันเป็นพื้นฐานแห่งการอุทธรณ์ ลำดับเหตุการณ์และความเป็นมาของนิติสัมพันธ์ 1.1 ระยะที่หนึ่ง พ.ศ. 2554–2557
ผู้ถูกอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์เข้าดำเนินกิจการเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร เพื่อให้การบริการประชาชนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตามภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้อุทธรณ์จัดระบบการบริหาร บุคลากร เครื่องมือ การใช้พื้นที่ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรถโดยสารและประชาชน ภายใต้สัญญาและการกำกับดูแลของผู้ถูกอุทธรณ์
ภายหลังเข้าดำเนินการ ผู้อุทธรณ์ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อตกลงที่คู่กรณีกำหนด โดยจัดระบบการบริหารงาน บุคลากร เครื่องมือ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการรถโดยสาร เพื่อให้สามารถใช้บริการภายในสถานีขนส่งได้ตามปกติ
ข้อเท็จจริงในระยะนี้ปรากฏตามสัญญาฉบับที่ 1 ตลอดจนเอกสารและพยานหลักฐานที่คู่กรณีได้เสนอไว้ในสำนวน
1.2 ระยะที่สอง พ.ศ. 2557–2560
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาฉบับแรก ผู้ถูกอุทธรณ์ยังคงต่อสัญญาให้ผู้อุทธรณ์ดำเนินกิจการต่อไป โดยมีการจัดทำสัญญาหรือข้อตกลงต่อเนื่อง เพื่อให้การให้บริการแก่ประชาชนดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก ตามที่ปรากฏในสัญญาฉบับที่ 2 และเอกสารพยานหลักฐานที่คู่กรณีเสนอไว้ในสำนวน
ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้อุทธรณ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการ การดูแลทรัพย์สินที่ใช้ในการให้บริการ การจัดระเบียบการใช้พื้นที่ และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรถโดยสารและประชาชน
การดำเนินงานของผู้อุทธรณ์เป็นไปอย่างต่อเนื่องภายใต้การรับรู้ของผู้ถูกอุทธรณ์ และก่อนครบสัญญา ผู้อุทธรณ์ ได้ทำการยื่นขอต่อสัญญาตามเงื่อนไข ระหว่างรอการพิจารณา ผู้ถูกอุทธรณ์มีหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ดำเนินการบริหารไปพลางก่อน
1.3 ระยะที่สาม พ.ศ. 2560–2563
ภายหลังครบกำหนดระยะเวลาของสัญญาฉบับก่อน ผู้ถูกอุทธรณ์ยังคงให้ผู้อุทธรณ์ดำเนินกิจการต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนมีการจัดทำสัญญาฉบับใหม่
ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ผู้อุทธรณ์ยังคงให้บริการแก่ประชาชน รับภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และดำเนินการเพื่อมิให้การให้บริการภายในสถานีขนส่งหยุดชะงัก
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกอุทธรณ์ยังคงให้ผู้อุทธรณ์ปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องตลอดช่วงเปลี่ยนผ่าน ปรากฏตามพยานหลักฐานและเอกสารในสำนวน อันเป็นส่วนหนึ่งของลำดับความสัมพันธ์ของคู่กรณีก่อนการจัดทำสัญญาพิพาทใน พ.ศ. 2563 ซึ่งข้อเท็จจริงและหนังสือโต้ตอบในช่วงนี้จึงมีความสำคัญต่อการพิจารณาเจตนา ความเข้าใจร่วม การกำกับดูแล และลักษณะภารกิจที่คู่กรณีปฏิบัติต่อกันจริง
1.4 ความสำคัญของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ก่อนสัญญาพิพาท พ.ศ. 2563
ข้อเท็จจริงตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2563 ข้างต้น มิได้นำเสนอเพียงเพื่อแสดงประวัติความเป็นมาของการดำเนินกิจการ หากแต่มีความสำคัญต่อการพิจารณาลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี
การที่ผู้อุทธรณ์เข้าดำเนินกิจการต่อเนื่องหลายช่วงเวลา ภายใต้สัญญา ข้อตกลง การรับรู้ และการกำกับดูแลของผู้ถูกอุทธรณ์ เป็นข้อเท็จจริงที่สมควรพิจารณาประกอบกับเนื้อหาแห่งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาพิพาท พ.ศ. 2563 เพื่อวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ตามสัญญาพิพาทมีลักษณะเป็นเพียงการให้เช่าทรัพย์สินเพื่อหาประโยชน์โดยทั่วไป หรือยังมีสาระเกี่ยวข้องกับการให้ผู้อุทธรณ์ดำเนินกิจการที่อยู่ในภารกิจและการกำกับดูแลของผู้ถูกอุทธรณ์ด้วย
แม้สัญญาเลขที่ 12/2563 ใช้รูปแบบและถ้อยคำเป็นสัญญาเช่าพื้นที่ แต่การวินิจฉัยลักษณะนิติสัมพันธ์ไม่ควรยุติที่ชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว จำต้องพิจารณาสิทธิ หน้าที่ วัตถุประสงค์ของกิจการ การกำกับดูแล และการปฏิบัติจริงประกอบกับสัญญาและหนังสือโต้ตอบตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2563 เพื่อวินิจฉัยว่าภารกิจที่ผู้อุทธรณ์ดำเนินการเปลี่ยนไปเป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยทั่วไป หรือยังคงมีองค์ประกอบของการดำเนินกิจการที่อยู่ในภารกิจและการกำกับของผู้ถูกอุทธรณ์
ผู้อุทธรณ์มิได้อ้างว่าสัญญาฉบับเดิมย่อมทำให้สัญญา พ.ศ. 2563 มีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกันโดยอัตโนมัติ แต่ขอให้ใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นพยานประกอบการวินิจฉัยว่า ภารกิจที่ผู้ถูกอุทธรณ์ประสงค์ให้เอกชนดำเนินการมีความต่อเนื่องหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และการเปลี่ยนคำเรียกจากผู้รับมอบสิทธิเป็นผู้เช่ามีผลเปลี่ยนสาระของสิทธิ หน้าที่ และภารกิจจริงเพียงใด
ดังนั้น การพิจารณาสัญญาพิพาท พ.ศ. 2563 จึงสมควรพิจารณาประกอบกับนิติสัมพันธ์และการปฏิบัติต่อกันก่อนหน้าตามที่ปรากฏในสำนวน เพื่อให้สามารถวินิจฉัยลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์ ฐานอำนาจ และผลทางกฎหมายของสัญญาพิพาทได้อย่างครบถ้วน อันจะนำไปสู่เหตุแห่งการอุทธรณ์ในส่วนต่อไป
การเตรียมพร้อม สร้างความเข้าใจ โดยการวิเคราะห์ตามตัวอย่าง ถือเป็นยุทธวิธีที่ สร้างความชำนาญในการวิเคราะห์ นำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีประสิทะิภาพ
Home
About
Services
Articles
Contact
Follow Us